คงจะพูดได้โดยไม่หนักปากว่า "วอลเปเปอร์ลายอิฐ" เป็นวอลเปเปอร์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะไม่ว่าจะไปที่ไหน จะภายในบ้านหรือสถานที่ต่างๆ เราก็จะได้พบเห็นอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งความนิยมนี้อาจจะมาจากการที่มันเป็นลายที่ให้ความรู้สึกที่เรียบง่ายและคลาสสิคก็เป็นได้ ซึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ช่างมันเถอะครับเรื่องนั้น แล้วมาดูกันดีกว่าว่า ผมเอาอะไรมานำเสนอกัน ซึ่งก็ไม่ใช่อะไรครับ มันคือ วอลเปเปอร์ลายอิฐสีต่างๆ นั้นเองครับ

วอลเปเปอร์ลายอิฐสีขาว

วอลเปเปอร์ลายอิฐสีขาวหรือเท่าอ่อน สำหรับรูปแรกตามด้านบนนี้คือ การตกแต่งผนังห้องรับแขกด้วยลายอิฐสีขาวครับ จะเห็นได้ว่า ดูเรียบหรูเป็นอย่างมากเลยใช่ไหมครับ ซึ่งถ้าใครชอบโทนสีประมาณนี้ ผมบอกเลยว่า ลายอิฐสีขาวก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่ใช่น้อยนะครับ

วอลเปเปอร์ลายอิฐสีเทาดำ

วอลเปเปอร์ลายอิฐสีดำหรือเท่าเข้ม สำหรับภาพที่ 2 นี้คือลายอิฐสีดำหรือเท่าดำหรือเท่าเข้ม ก็แล้วแต่นะครับว่าแต่ละคนจะเรียกกันยังไง แต่มันคือลายอิฐนั้นแหละครับ จากภาพจะเห็นได้ว่า มันถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของผนังกำแพงด้านหัวนอนของเตียงนอน ซึ่งก็หมายความว่ามันถูกใช้กับห้องนอนนั้นเองครับ ดังนั้น อย่าไปคิดนะครับว่า ลายอิฐจะเอาไว้ตกแต่งสถานที่เท่านั้น เพราะขนาดห้องนอนยังใช้กันได้เลย

วอลเปเปอร์ลายอิฐสีแดงหรืออิฐมอญ

วอลเปเปอร์ลายอิฐสีอิฐแดงหรืออิฐมอญ จากภาพเราจะเห็นได้ว่ามันไม่ใช่แบบอิฐแดงทั้งหมดครับ คือ ถ้าจะเอาอิฐแดงทั้งหมดมันก็จะดูธรรมดาไปครับ ดังนั้น ลายนี้จึงได้เอาสีขาวเข้ามาผสมด้วย แต่หลักๆ ก็จะเห็นได้ว่าเป็นโทนสีอิฐแดงหรืออิฐมอญนั้นเองครับ และจากภาพก็เป็นการเอาลายอิฐแดงมาตกแต่งห้องรับแขกของบ้านนั้นเองครับ

สุดท้ายนี้ผมขอขอบคุณบทความ วอลเปเปอร์ลายอิฐ ลายหินและลายไม้ ยอดนิยม สไตล์ลอฟท์ จากเว็บไซต์ JPS2013.com ด้วยครับ ที่เอื้อเฟื้อรูปภาพและบางส่วนของเนื้อหาให้ผมได้เอามาเขียนในบทความนี้ครับ

หากคุณคิดว่าจะใช้ "ฉากกั้นห้อง" เพื่อกั้นพื้นที่ภายในบ้านของคุณ ผมบอกเลยว่าคุณคิดถูกแล้วครับ เพราะมันเป็นวิธีการที่ดีที่สุดแล้ว หลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้ว่ามันดียังไงและทำไมผมถึงแนะนำให้ใช้มัน งั้นเราลองมาดูข้อดีที่ผมแนะนำให้ใช้ฉากกั้นห้องจะดีกว่า มาเริ่มกันเลยครับ

  1. ใช้งานได้ยืดหยุ่นกว่า ฉากกั้นห้องเป็นอุปกรณ์สำหรับกั้นห้องที่ใช้งานได้ยืดหยุ่นกว่ามาก สมมติว่าเราต้องการกั้นห้องเป็น 2 ห้อง เราก็สามารถที่จะดึงฉากกั้นห้องมาปิด เราก็สามารถได้ห้องเป็น 2 ห้องแล้ว และถ้าเราอยากจะให้ห้องทั้ง 2 ห้อง กลับมาเป็นเหมือนเดิม เราก็แค่เลื่อนเปิดฉากกั้นห้อง แค่นี้เราก็จะได้ห้องกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว ยืดหยุ่นมากใช่ไหมครับและก็ง่ายด้วย ไม่ยุ่งยาก ซึ่งถ้าเป็นการก่อกำแพงเพื่อกั้นห้องขึ้นมา ก็จะไม่สามารถทำแบบนี้ได้เลยครับ
  2. มีราคาที่ถูกกว่า อันนี้เป็นเหตุผลของคนที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายในการกั้นห้องครับ แนะนำให้ใช้ฉากกั้นห้องดีกว่าครับ ถูกกว่าการก่อแพงเยอะครับ และถ้าเทียบตามข้อที่ 1 ก็จะคุ้มค่าในการใช้งานเข้าไปอีก ส่วนถ้าเป็นผ้าม่านก็อาจจะถูกกว่ากันนิดหน่อยครับ แต่บอกเลยว่า ฉากกั้นห้องใช้งานได้ดีกว่ากันมากครับ
  3. ติดตั้งง่ายวันเดียวจบ สำหรับข้อดีข้อต่อมาของมันก็คือ มันติดตั้งได้ง่ายมากครับ โดยเราสามารถติดตั้งฉากกั้นห้องให้เสร็จได้ภายในวันเดียว ซึ่งใช้เวลาน้อยกว่าการก่อกำแพงมากเลยครับ และมั่นใจได้ว่า งานจบแน่นอน ช่างไม่หนีไปไหนแน่ครับ
  4. ทำความสะอาดได้ง่าย อันนี้เทียบกับผ้าม่านเลยครับ ถ้าเราใช้ฉากกั้นห้องเราก็แค่ปัดและเช็ดทำความสะอาดก็เรียบร้อยแล้วครับ แต่ถ้าใช้ผ้าม่าน ก็คงจะวุ่นวายกันน่าดูครับ เพราะต้องถอด ต้องซัก ต้องตาก ต้องรีดและต้องใส่กลับเหมือนเดิม ใช้เวลาเป็นวันๆ ครับ

ที่มา : ฉากกั้นห้องญี่ปุ่นดอทคอม

หนึ่งในวัสดุที่ถูกใช้เพิ่มความหรูหราให้กับบ้านมาตั้งแต่อดีตก็คือ "พรมปูพื้น" และในปัจจุบันก็ยังคงนิยมและเพิ่มความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ และไม่ใช่แค่เฉพาะกับบ้านเท่านั้น แต่หากยังถูกนำใช้ในสถานที่ต่างๆ มากมายเช่น โรงแรม ห้างร้าน และสถานที่จัดงานต่างๆ ดังนั้น หากเราจะใช้พรมปูพื้นเพื่อเพิ่มความหรูหราและสวยงามให้กับบ้านของเราในยุคนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องล้าหลังหรือแปลกประหลาดแต่อย่างใด แต่กระนั้นแล้ว มันก็ไม่ใช่วัสดุราคาถูกที่เราจะซื้อจะเปลี่ยนกี่ครั้งก็ได้เหมือนกับของตกแต่งบ้านอื่นๆ ดังนั้น หากเราต้องการใช้จริง เราก็ต้องเลือกให้ดี เลือกให้เหมาะสม ใช้แล้วต้องใช้ได้นาน จ่ายเงินครั้งเดียวต้องจบ ดังนั้น บทความนี้จึงได้เอาสาระดีๆ เกี่ยวกับการเลือพรมปูพื้นมาฝากกัน

  1. ชนิดหรือวัสดุของพรมปูพื้น อย่างแรกที่เราต้องพิจารณาในการเลือกซื้อพรมก็คือ ชนิดหรือวัสดุของพรม เพราะวัสดุที่ต่างกันก็มีคุณสมบัติที่ต่างกันออกไปด้วย เช่น หากต้องการพรมปูพื้นที่มีความทนทาน ก็ต้องเลือกวัสดุแบบหนึ่ง หากต้องการแบบสวยงามและหรูหราสุดๆ ก็ต้องเลือกวัสดุแบบหนึ่ง เป็นต้น เพราะฉะนั้นในข้อแรกเราควรจะต้องพิจารณาในเรื่องคุณสมบัติของวัสดุแต่ละชนิดว่าเป็นอย่างไร แล้วเลือกวัสดุที่เหมาะสมหรือตรงตามความต้องการในการใช้งานของเรา
  2. ใช้พรมปูพื้นกับส่วนใดของบ้าน ? สำหรับอย่างที่สองที่เราจะต้องนำมาประกอบการพิจารณาเพื่อเลือกซื้อก็คือ เราจะเอาพรมปูพื้นไปใช้กับพื้นที่ใดหรือส่วนใดของบ้าน เช่น จะเอาไปใช้กับห้องรับแขก ห้องนอน ห้องทำงาน ห้องนั่งเล่น หรือทางเดิน ที่จะต้องพิจารณาเรื่องนี้ด้วย ก็เพราะว่า พื้นที่แต่ละส่วนของบ้านมีความเหมาะสมกับวัสดุของพรมที่แตกต่างกัน ดังนั้น เราจึงต้องเลือกวัสดุให้สอดคล้องกับการใช้งานในแต่ละส่วนของบ้านด้วย เช่น ทางเดิน ก็ควรเลือกวัสดุที่มีความทนทาน ขาดยาก เป็นต้น
  3. ลวดลายและสีของพรมปูพื้น ถึงแม้ว่าเรื่องพวกนี้จะเป็นเรื่องของความชอบส่วนบุคคลก็ตามที แต่ก็ใช่ว่าเราควรจะเลือกตามใจชอบเสมอไป เพราะบางพื้นที่ของบ้านมันก็อาจจะไม่เหมาะกับลวดลายหรือสีที่เราเลือกได้ เช่น ห้องรับแขก เราควรเลือกโทนสีอ่อนและลวดลายน้อยๆ จะดีที่สุด เพราะมันจะทำให้ห้องดูโปร่งสบาย สะอาดตาและดูหรูหรา ทางเดิน ก็ควรเลือกพรมปูพื้นที่มีสีโทนเข้ม เพราะเป็นพื้นที่ที่เดินไปมาบ่อย จึงเปื้อนได้ง่าย หากเลือกโทนสีอ่อนก็จะเห็นคราบสกปรกได้ง่ายและดูเก่าไว เป็นต้น

จากทั้ง 3 ข้อที่ได้กล่าวมาเกี่ยวกับการเลือกพรมปูพื้น ผมหวังว่ามันคงเป็นประโยชน์กับใครหลายๆ คนไม่มากก็น้อยนะครับและหวังว่าคุณจะได้ของที่ดีที่สุดและเหมาะกับบ้านของคุณที่สุดด้วยครับ ^_^

ที่มา : พรมปูพื้น ความหรูหราที่นักออกแบบเลือกใช้ | พรมราคาถูก.com

หากถามว่า วัสดุที่จำเป็นสำหรับบ้านมีอะไรบ้าง ? "สายไฟ" ต้องเป็นหนึ่งในวัสดุที่อยู่ในจำนวนนั้นแน่นอน เพราะหากไร้ซึ่งสายไฟ ก็ย่อมไร้ซึ่งไฟฟ้าแน่นอน และถ้าไร้ไฟฟ้าในยุคนี้ รับรองบ้านนั้นได้โกลาหลกันแน่ๆ เพราะไฟฟ้าได้เป็นเป็นส่วนหนึ่งและเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของคนยุคปัจจุบันไปแล้ว ใครจะต้องเปิดไฟให้บ้านสว่าง ไหนจะดูโทรทัศน์ ไหนจะชาร์ตแบตมือถือ สิ่งเหล่านี้ต้องใช้ไฟฟ้าทั้งสิ้น ด้วยนี้ สายไฟจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดเสียมิได้ เพราะหากขาดไปก็ย่อมจะขาดไฟฟ้าสำหรับใช้ไปด้วยนั้นเอง

สายไฟ เป็นอุปกรณ์ที่มีอายุการใช้งานค่อนข้างจะยาวนานและไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย แต่มันก็มีบางกรณีอย่างเช่น สายไฟเก่า ขาด ชำรุด เราก็ต้องทำการเปลี่ยนสายใหม่ ซึ่งถ้าเอาง่ายๆ เลยก็ให้ช่างทำการเปลี่ยนให้ก็สิ้นเรื่อง แต่ก็มีบางคนที่อาจจะไม่สามารถหาช่างมาทำให้ได้ ก็ต้องทำด้วยตนเอง ด้วยเหตุนี้ ผมจึงมีคำแนะนำสำหรับการเลือกซื้อสายไฟมาฝากกัน เพราะหากคุณต้องทำเอง คุณก็ต้องไปซื้อเอง และคุณก็ควรมีความรู้ก่อนที่จะซื้อมันด้วย ฉะนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่า เราควรเลือกซื้อสายไฟอย่างไร ?

  1. ก่อนอื่นต้องวัดความยาวของสายไฟก่อน โดยให้เราทำการวัดให้ละเอียดถี่ถ้วน หากเจอมุมก็ให้วัดที่มุมด้วย หลังจากนั้นก็ให้เราบวกเพิ่มไปซัก 5 เมตร เพราะในเวลาที่เราต้องใช้จริงนั้น อาจมีกรณีสายไม่พอ หรือต้องตัดบางส่วนของสายทิ้งไป ดังนั้น จะต้องซื้อสายไฟมาให้เหลือกว่าที่ต้องการใช้จริงเสียหน่อย 5 เมตรกำลังดี อย่าไปเสียดายเงินเลยครับ แค่นิดหน่อย เพราะหากไม่พอนี้เรื่องใหญ่เลย
  2. ได้ความยาวแล้วก็ต้องรู้ขนาดของสายไฟด้วย สำหรับข้อนี้ให้ง่ายเลยก็คือ ให้ใช้สายขนาดเท่าเดิมนั้นแหละครับ โดยอาจจะเอาบางส่วนของสายไปที่ร้านให้ทางร้านดูแล้วซื้อตามขนาดเดิม และไม่ควรใช้สายขนาดเล็กกว่าเดิมเป็นอันขาดนะครับ
  3. ใช้สายไฟให้ถูกประเภทด้วย ถ้าเราใช้ภายในบ้านของเราก็ให้เลือกประเภทแรงดันต่ำครับ จริงๆ ขนาดของสายมันก็ฟ้องอยู่แล้วครับว่าใช้สายประเภทไหน แต่ก็แค่บอกให้รู้เพิ่มเติมครับ ส่วนแบบแรงดันสูงนั้น เราคงไม่ได้ใช้อยู่แล้วครับ ถ้าเราทำด้วยตนเอง เพราะแบบแรงดันสูงนั้น ส่วนใหญ่จะต่อจากหม้อเข้ามาสู่บ้าน ซึ่งเราไม่ควรทำเอง ควรให้ทางการไฟฟ้าเป็นคนจัดการให้ครับ เพราะมันอันตรายเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา : Electriccable | สายไฟฟ้า

หลายๆ คนที่ต้องการใช้ "บริการรับผลิตอาหารเสริม" ต่างก็กังวลใจว่า เวลาจะเลือกผู้ให้บริการ เราควรเลือกอย่างไรดี เพราะหลายๆ คนที่ต้องการใช้บริการนี้ ต่างก็เป็นผู้เริ่มต้นธุรกิจเกี่ยวกับอาหารเสริมทั้งนั้น เพราะฉะนั้น จึงไร้ประสบการณ์และไม่มีแนวทางในการเลือกที่ดีพอ นั้นจึงเป็นเหตุให้คนเหล่านี้กังวล ในการเริ่มต้นธุรกิจ ดังนั้น ผมจึงคิดว่า เราน่าจะเอาสาระดีๆ เกี่ยวกับหาผู้รับผลิตอาหารเสริมมาแนะนำกันดีกว่า นั้นจึงเป็นที่มาของบทความนี้ครับ และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา งั้นเรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

ข้อควรคำนึงในการเลือกผู้รับผลิตอาหารเสริม

  1. ต่ำสุดที่ผู้รับผลิตอาหารเสริมต้องมี คือ GMP ใช่ครับ นี้คือมาตรฐานระดับต่ำสุดที่ต้องบอกเลยว่า โรงงานที่รับผลิตอาหารและยาทั้งหลายต้องมีครับ หากไม่ได้รับมาตรฐานนี้บอกได้เลยครับว่า ไม่ใช่แล้วครับ เพราะนี้คือมาตรฐานสากลหรือมาตรฐานที่สากลยอมรับ ไม่ว่าจะที่ไหนในโลกนี้ก็แล้วแต่ หากต้องการผลิตสินค้าในรูปแบบโรงงานก็ต้องได้รับมาตรฐานนี้ทั้งสิ้นครับ
  2. หากผู้รับผลิตอาหารเสริมมีระบบช่วยยื่น อย. ก็จะดีมาก มันเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับคนที่ต้องการใช้บริการทั้งหลายครับสำหรับเรื่องการยื่นตรวจสอบกับทาง อย. ดังนั้น หากทางโรงงานรับผลิตอาหารเสริมมีบริการนี้ให้ก็จะดีมากครับ และมันเป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันว่า ทางโรงงานผลิตสินค้าได้มีมาตรฐานเพียงพอ เพราะถ้าหากไม่ได้รับมาตรฐานอย่างเช่น มีอันตราย แน่นอนว่าทางผู้ผลิตต้องมีความกังวลและไม่กล้ายื่นตรวจ อย. ให้ ดังนั้น โรงงานที่ได้มาตรฐานจริงควรมีบริการนี้ด้วยครับ
  3. รับผลิตอาหารเสริมแต่ไม่มีแล็บวิจัยก็กะไรอยู่ คุณว่าจริงไหมครับ เพราะสินค้าพวกนี้ไม่ใช่จะเอาใส่ด้วยใส่จานแล้วทำได้นะครับ ดังนั้นโรงงานที่ไม่มีแล็บวิจัยนี้มันไงๆ อยู่นะครับ ดังนั้น เราในฐานะผู้ที่ต้องการว่าจ้างก็ควรพิจารณาตรงนี้ด้วยนะครับ ไม่ใช่แค่เฉพาะในปัจจุบันเท่านั้น แต่เพื่ออนาคตด้วย เพราะว่าเมื่อขายสินค้าไประยะหนึ่ง หากเราไม่มีการพัฒนาคุณภาพ บอกเลยว่า ลูกค้าหายอย่างแน่นอนครับ
  4. บริการรับผลิตอาหารเสริมควรมีหลายๆ มาตรฐาน ตามนี้บอกนี้เลยครับ โรงงานที่เค้าจริงจังในเรื่องนี้เค้าไม่ได้มีแค่ GMP หรอกนะครับ แต่เค้าจะมีมาตรฐานอื่นๆ อีกด้วย อย่างเช่น ISO รหัสต่างๆ เพราะมันจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับโรงงานมากยิ่งขึ้น และสินค้าของเราก็จะได้รับมาตรฐานและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นด้วยครับ

ที่มา : มาตรฐานของผู้รับผลิตอาหารเสริมที่ควรมี | iHerb Lab

คอกกั้นเด็ก เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่เอาไว้ช่วยดูแลเด็กที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน ซึ่งสำหรับคนที่ใช้อยู